โรคเก๊าท์สัมพันธ์กับโรคไตอย่างไร

21 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โรคเก๊าท์สัมพันธ์กับโรคไตอย่างไร

1.ความสัมพันธ์ระหว่างโรคเก๊าท์กับโรคไต 

  • โรคเก๊าท์ทำให้เกิดโรคไต: กรดยูริกที่สูงเกินไปในเลือดจะตกผลึกเป็นผลึกยูเรต (Urate Crystals) สะสมตามข้อต่อ และสามารถไปสะสมที่เนื้อไต จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เนื้อไตพังผืด หรือเกิดเป็น นิ่วกรดยูริกในไต ซึ่งอาจอุดตันทางเดินปัสสาวะและทำให้ไตเสื่อมลง

  • โรคไตทำให้เกิดโรคเก๊าท์: เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง (ไตเสื่อม) ไตจะไม่สามารถขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้กรดยูริกคั่งในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้เกิดโรคเก๊าท์กำเริบได้ง่ายขึ้น

    2. อาการที่ต้องสังเกต
    ความน่ากลัวคือโรคไตในระยะแรกมัก ไม่มีอาการ ชัดเจน จึงมักตรวจพบเมื่อไตทำงานลดลงไปมากแล้ว อย่างไรก็ตาม สามารถสังเกตสัญญาณเตือนแบ่งตามระบบได้ดังนี้:

    อาการทางข้อ (โรคเก๊าท์)

  • ปวดข้ออย่างรุนแรงและเฉียบพลัน: มักเริ่มที่นิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า 
  • ข้อปวด บวม แดง ร้อน: มักกำเริบช่วงกลางคืนหรือเช้าตรู่ 
  • มีปุ่มก้อนขึ้นตามข้อ (Tophi): เกิดจากผลึกกรดยูริกสะสมเป็นก้อนใต้ผิวหนัง เช่นบริเวณข้อนิ้วมือนิ้วเท้าหรือใบหู  
อาการทางไตและระบบปัสสาวะ (ภาวะแทรกซ้อนทางไต)

 ปัสสาวะผิดปกติ:

  •  ปัสสาวะเป็นฟองมากและไม่ยุบหายไปง่ายๆ (แสดงถึงโปรตีนรั่วในปัสสาวะ)
  • ปัสสาวะปนเลือด หรือสีคล้ายชา/น้ำโค้ก
  • ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
  • ปัสสาวะออกน้อยลงมาก
  • มีอาการบวม: บวมบริเวณหน้าแข้ง หลังเท้า หรือหนังตาโต๊ะตอนเช้า (เกิดจากการคั่งของน้ำและโซเดียม)
อาการทางร่างกายอื่นๆ (เมื่อไตเสื่อมมากขึ้น):
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิวแห้งคัน
  • ความดันโลหิตสูงขึ้นควบคุมยาก
  • ปวดหลังหรือปวดเอวข้างใดข้างหนึ่ง (อาจเกิดจากนิ่วในไต)

3. ข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ป่วยเก๊าท์

⚠️ อันตรายจากการใช้ายาแก้ปวด: ผู้ป่วยโรคเก๊าท์มักซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS (เช่น Ibuprofen, Naproxen, Arcoxia ฯลฯ) ทานเองเมื่อมีอาการปวดข้อ การใช้ยาเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือปริมาณมากอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อไต และทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้

  1. สรุปแนวทางการดูแลและป้องกัน

    1. พบแพทย์เพื่อตรวจฟังก์ชันไต: ควรตรวจเลือดดูค่า Cr (Creatinine), eGFR และตรวจปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

    2. ปรับการทานยาอย่างถูกต้อง: ไม่ซื้อยาแก้ปวดทานเองเรื้อรัง และทานยาคุมระดับกรดยูริกตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

    3. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ: ดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตร (หากแพทย์ไม่ได้สั่งจำกัดน้ำ) เพื่อช่วยขับกรดยูริกและลดการเกิดนิ่ว

    4. คุมอาหาร: ลดการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง (เช่น เครื่องในสัตว์ ปีกไก่ สุรา และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง)

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้